skip to Main Content
หมีเมนู
รวม 3 หนังสือบันดาลใจที่ ‘ฌอน บูรณะหิรัญ’ แนะนำ

รวม 3 หนังสือบันดาลใจที่ ‘ฌอน บูรณะหิรัญ’ แนะนำ

เรารู้จัก ‘ฌอน บูรณะหิรัญ’ ผ่านการแชร์คลิปวิดีโอบน facebook ของเพื่อนคนนึง หลังจากนั้นฌอนในความทรงจำของเราก็หายไป… จนได้เริ่มต้นทำความรู้จักกับเค้าอีกครั้ง ผ่านกิจกรรมเสวนา ‘เล่มบันดาลใจ (The Inspired Books)’ ตอน เล่มบันดาลใจของฌอน บูรณะหิรัญ ที่ได้จัดขึ้นที่ bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และเริ่มรู้สึกหลงรักความคิดเค้าตั้งแต่ประโยคแรกที่แนะนำตัว  

“ผมไม่ได้เป็นนักพูด ผมเป็นแค่เด็กคนนึงที่ชอบหาความรู้ให้ตัวเอง และอยากแบ่งปันออกไป”

1.ขุมทรัพย์ สุดปลายฝัน  (The Alchemist)
ผู้เขียน : Paulo Coelho // ผู้แปล : กอบชลี , กันเกรา

คุณฌอนเริ่มเกริ่นถึงหนังสือเล่มแรกที่เค้าชอบมากที่สุด ด้วยคำการันตีจากคนที่ประสบความสำเร็จในอเมริกาแนะนำให้อ่าน “มีหลายคนที่ผมรู้จักแนะนำ แต่ฌอนเริ่มอ่านเล่มนี้เพราะเพื่อนสนิท ฌอนรู้สึกขอบคุณเค้ามากจริงๆ”

หลังจากได้อ่าน  ‘ขุมทรัพย์ สุดปลายฝัน  (The Alchemist) ‘ ฌอนรู้สึกชอบหนังสือเล่มนี้ทันที หนังสือเล่าเรื่องราวของเด็กคนนึง ซึ่งคล้ายๆกับชีวิตฌอนในช่วงนั้น นั่นก็คือการออกไปทำตามความฝัน และต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ทั้งสังคม พ่อแม่และใจตัวเอง  มันเป็นส่วนเชื่อมโยงให้เราได้วิเคราะห์ถึงความฝันของเราและสิ่งที่เราทำอยู่ ทำไปแม้ว่าคนอื่นไม่เห็นด้วย หรือถูกปฏิเสธ แต่นั่นคือการทำตามใจตัวเอง สิ่งเหล่านี้แหละที่พาฌอนไปที่ต่างๆ ซึ่งทำให้ฌอนคิดได้ว่า “บางสิ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำไปตลอดชีวิตหรอก แค่ขอลองทำ เพื่อผลักดันให้เจอสิ่งที่เราอยากทำไปตลอดชีวิตต่างหาก”

“สุดท้ายทุกอย่างขึ้นอยู่กับการลงมือทำฝันแรก”

 

บทสรุปของหนังสือ ถึงแม้เด็กคนนั้นไม่ได้สิ่งที่หวังในตอนแรก แต่เค้าพบกับบางอย่างที่พิเศษมากกว่านั้น “ซึ่่งถ้าคุณอยากรู้ ฌอนอยากให้คุณลองอ่าน” ฌอนพูดทิ้งท้ายไว้ให้คนร่วมเสวนาคาใจ และเราก็เป็นอีกคนที่สงสัยว่าอะไรคือความพิเศษที่คุณฌอนพูดถึง …

 

2.ปรัชญาชีวิต (The Prophet)
ผู้เขียน : Kahill Gibran //ผู้แปล : ระวี ภาวิไล

‘ปรัชญาชีวิต’ เป็นเหมือนคัมภีร์ของชีวิต มีหลายบทความในเล่มนี้ที่ฌอนชอบ  เป็นหนังสือที่สั้นมาก บทนึงมีไม่กี่หน้า สามารถอ่านจบได้เร็ว เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านเนื้อหาเยอะๆ ยาว ๆ

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงสัจธรรมหรือแก่นแท้ของชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความรัก การแต่งงาน การทำงาน มิตรภาพ อิสรภาพ และความตาย

บทที่ทำให้ฌอนตัดสินใจซื้อเล่มนี้ คือ บทที่เขียนถึงการแต่งงาน ในหนังสือเขียนไว้ว่า “จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะของความรัก และขอให้ความรักนั้นเป็นเสมือนหนึ่งห้วงสมุทร อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งของวิญญาณของเธอทั้งสอง จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อน่ากันจาก้อนเดียวกัน จงร้องและเริงรำด้วยกัน และขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

“จงมอบดวงใจแต่ไม่ใช่ต่ออีกฝ่ายนึง เพราะหากแห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้ และจงอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก เพราะเสาของวิหารนั้นก็ยังอยู่ห่างกัน”

“ความรักต้องมีช่องว่างให้เหมือนเสาวิหารของโบสถ์”

 

 

3.มูซาชิ (Miyamoto Musashi)
ผู้แปล : สุวินัย ภารณวลัย

ใครชอบอ่านนิยายแปล ‘มูซาชิ’ เล่มนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณ หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของ มิยาโมโต้ มุซาชิ ผู้ซึ่งเป็นนักดาบผู้มีตัวตนจริงอยู่ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น  เป็นผู้ที่ใช้วิชา “ดาบคู่” คนแรกที่ร้ายกาจ  ซึ่งหากใครที่ติดตามอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นต้องรู้จักอย่างแน่นอน

หนังสือเล่มนี้เป็นนิยายที่แฝงข้อคิด ให้ผู้อ่านพัฒนาและเติบโตไปกับตัวละครได้ ทั้งด้านความคิด ความอดทน ความมีวินัย และการใช้ชีวิตจริง ยกตัวอย่างเช่น บทนึงในหนังสือเล่าถึงการที่มูซาชิตระเวนเรียนดาบในทุกๆที่ ทุกๆสำนัก ที่มีอาจารย์สอนดาบ มันเชื่อมโยงพอดีกับ ฌอนที่ตอนนั้นก็เรียนดาบเหมือนกัน จึงเป็นตัวผลักดันให้ฝึกดาบในทุกๆท่าทาง แล้วนำมาผสมเป็นท่าดาบของตัวเอง นอกจากแรงบันดาลใจในการฝึกดาบแบบฉบับมูซาชิแล้ว ฌอนยังชอบประโยคนึงในหนังสือ คือ…


เก่งหนึ่งอย่าง เข้าใจหนึ่งอย่าง สามารถเข้าใจอีกพันอย่างได้”

 

ฌอนเชื่อว่า “ถ้าเราเก่งลึกๆ อะไรสักอย่าง ทุกอย่างเป็นหลักการเดียวกัน แค่เก่งหนึ่งอย่าง เราสามารถเก่งทุกอย่างได้ในชีวิต เพราะเรารู้ว่ามันต้องใช้เวลามากแค่ไหนที่ต้องฝึกฝน ต้องมีวินัยกับมัน และอยากให้ทุกคนได้ลองอ่าน อ่านแล้วสามารถพูดคุยและแชร์กันได้ เพื่อต่อยอดความคิดต่อไป” ณอน บูรณะหิรัญ

อย่าเพิ่งเชื่อว่าหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ จนกว่าคุณจะเปิดอ่านมัน

ขอบคุณข้อมูลจากกิจกรรมเสวนา เล่มบันดาลใจ (The Inspired Books) ตอน เล่มบันดาลใจของฌอน บูรณะหิรัญ

อ๋วมเอี๋ยม
เด็กน้อยจากใต้ โตที่อีสาน เรียนที่ตะวันออก ทำงานที่เมืองหลวง นั่งรถเมล์ต่อรถไฟฟ้า แต่กลับบ้านบอกทางไม่ถูก งงเด้ งงเด้
Back To Top