เทคนิคควรรู้ก่อนซื้อ ‘รองเท้าวิ่ง’ อย่างละเอียด

เทรนด์การวิ่งกำลังมาแรง ยิ่งกระแสพี่ตูน กับโครงการ #ก้าวคนละก้าว แล้วด้วย ทำให้เกิดนักวิ่งหน้าใหม่มากมายยิ่งกว่าดอกเห็ด ซึ่งข้อดีของการวิ่งนอกจากช่วยส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว การวิ่งยังถือเป็นกีฬาที่ลงทุนน้อยที่สุด เพียงแค่คุณมีรองเท้าคู่ใจสักคู่ก็สามารถออกไปวิ่งได้เลย

สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ ที่กำลังมองหารองเท้าที่ใช่สำหรับคุณ วันนี้เรามีทริคการเลือกรองเท้าอย่างไรที่ต้องรู้ก่อนซื้อ รู้ไว้จะไม่เสียใจแน่นอน !! ไปเลือกรองเท้าวิ่งกันเล๊ย

เวลาก็สำคัญต่อการลองรองเท้าวิ่ง

เวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่ควรไปเลือกซื้อรองเท้า คือ ช่วงเวลาเย็นๆ ประมาณ 4-6 โมงเย็นเป็นต้นไป สาเหตุเกิดจากในช่วงเวลาเย็นนั้น เท้าของเราจะมีการขยายตัวออกเล็กน้อย ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณมีโอกาสได้รองเท้าที่พอดีกับเท้าคุณจริง ๆ

ดังนั้นถ้าเราอยากจะได้รองเท้าที่ใส่แล้วมีความสบายและคล่องตัวในการวิ่ง ก็ เราควรเช็กเวลาให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปซื้อ

เทคนิคที่ควรทำเมื่อต้องลองรองเท้าวิ่ง

  1. ก่อนลองรองเท้า ควรใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้ง และควรเป็นถุงเท้าของตัวเองที่ใส่วิ่งประจำ เพื่อช่วยเช็กดูว่าเมื่อใส่แล้วหลวมหรือคับไปหรือไม่
  2. ซื้อรองเท้าวิ่ง ก็ต้องลองวิ่ง อย่าไปเขินอายที่จะต้องวิ่งอยู่ในร้านรองเท้า ไม่ควรลองแล้วแค่ลุกหรือเดิน เพราะรองเท้าที่ใส่เดินสบาย แต่อาจไม่เหมาะกับการวิ่งก็ได้

วิธีการเลือกรองเท้า : เลือกตามรูปทรงฝ่าเท้า

ฝ่าเท้าแบน

ลักษณะ ไม่มีอุ้งเท้า เท้ามีลักษณะแบนราบติดกับพื้น มีวงโค้งตรงกลางฝ่าเท้าค่อนข้างน้อย

เวลาวิ่ง เกิดการหมุนของข้อเท้าจากข้างนอกเข้าด่านในมากเกินไป ทำให้ข้อเท้ากับเอ็นร้อยหวายอาจบาดเจ็บได้

ให้เลือกรองเท้าแบบ  Motion Control ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของเท้าให้ง่ายขึ้น

ฝ่าเท้าปกติ

ลักษณะ อุ้งเท้ากำลังดี ไม่แบนหรือสูงเกินไป

เวลาวิ่ง เท้าอยุ่ในตำแหน่งที่เหมาะแก่การรับน้ำหนักและแรงกระแทกจากการวิ่งได้ดี

ให้เลือกรองเท้าแบบ Stability ช่วยพยุงเท้า ไม่ให้โอนเอนไปมาระหว่างวิ่ง

ฝ่าเท้าสูง

ลักษณะ อุ้งเท้าโค้งเข้าไปเยอะ ลักษณะฝ่าเท้าค่อนข้างโก่ง

เวลาวิ่ง ข้อเท้าบิดเข้าไปด้านในมากกว่าปกติ การดูดซับแรงกระแทกจึงไม่ดี เวลาวิ่งแรงกระแทกจึงมักไปลงที่หัวเข่า ขา และสะโพก

ให้เลือกรองเท้าแบบ Cushion ก็จะช่วยให้เกิดการบิดเท้าเข้าข้างใน ลดแรงกระแทก

เลือกตามรูปแบบของการวิ่ง

1.วิ่งลงส้น ควรเลือกใส่รองเท้าแบบ Maximalist ที่ส้นรองเท้ามีความหนามาก

2.วิ่งลงหน้าเท้า หรือ วิ่งเร็ว ควรเลือกใส่รองเท้าแบบ Minimalist และรองเท้าที่มีส้นทั่วไปตามความหนักของการลงเท้า

เลือกตามพื้นผิวที่วิ่ง

1.พื้นดินหรือทางที่ขรุขระ มีเศษหิน เศษไม้ ควรเลือกรองเท้า Trail ที่มีปุ่มเล็กๆ มีส้นหนา ช่วยให้เกาะพื้นได้ดี และลดอาการเจ็บเท้าจากการเหยียบได้ดีครับ

2.พื้นถนน ควรเลือกรองเท้าที่พื้นรองเท้าเรียบเนียนกับพื้นผิว

เลือกตามไซส์รองเท้า

1.เลือกตามขนาดเท้าให้พอดีกับรูปเท้า ไม่ควรยึดตามเบอร์รองเท้าเดิม เพราะรองเท้าแต่ละรุ่นมีขนาดไม่เหมือนกัน
2เลือกให้เหลือพื้นที่ ระหว่างปลายนิ้วเท้าและปลายรองเท้าข้างในประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เพียงพอที่จะขยับนิ้วเท้าและรองรับการยืดขยายของเท้าในขณะวิ่ง
3.ในกรณีหน้าเท้ากว้าง ควรเพิ่มเบอร์รองเท้าขึ้นอีกครึ่งเบอร์ แล้วผูกเชือกให้แน่นขึ้นเล็กน้อย

เลือกตามเวลาที่เหมาะสม

เนื่องจากในช่วงระหว่างวัน เป็นช่วงที่เราเดินไปไหนมาไหนอยู่ตลอด จึงทำให้เท้าขยายตัวอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ช่วงเย็นหรือหัวค่ำเป็นเวลาที่เหมาะกับการซื้อรองเท้าวิ่งที่สุด เพราะคุณจะได้รองเท้าที่พอดีกับเท้าคุณจริง ๆ ไม่ใช่พอใส่วิ่งแล้วบีบเท้าจนวิ่งไม่ได้

วิธีการทดสอบความยืดหยุ่นของรองเท้าวิ่ง


รองเท้าวิ่งที่ดีควรมีความยืดหยุ่นที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ซึ่งคุณสามารถทดสอบได้ง่าย ๆ โดยการ
ออกแรงดึงปลายรองเท้าด้านหน้าเข้ามาด้านในเบา ๆ หากรองเท้างอตามภาพด้านซ้าย แสดงว่าเป็นรองเท้าวิ่งที่เหมาะสม แต่ถ้างอมาก ๆ แบบภาพด้านขวาให้เลี่ยงไว้จะดีกว่า เพราะอาจทำให้เท้าบาดเจ็บได้นั่นเอง

เทคนิคการเลือกรองเท้า

1.ควรไปเลือกซื้อที่ร้านใหญ่ ที่มีรองเท้าให้ลองมากที่สุด เพื่อหารองเท้าที่เหมาะกับสภาพเท้าเราจริงๆ

2.หาข้อมูลก่อนซื้อ  เพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ยังไงก็ต้องลองไปใส่เอง

3.ราคาสูง ไม่ได้แปลว่าเป็นรองเท้าที่ดีเสมอไป มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบรองเท้ายี่ห้อเดียวกัน ในแต่ละรุ่นที่ราคาไม่เท่ากัน ผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

4.อย่าใจร้อนรีบตัดสินใจซื้อ ถ้ารู้สึกว่ายังไม่ใช่ ก็ต้องพยายามลองไปเรื่อยๆ


รองเท้าวิ่ง ไม่ใช่คำตอบเดียวของการลดอาการบาดเจ็บจากการวิ่งทั้งหมด แต่การเลือกรองเท้าที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุดนั้น อย่างน้อยก็ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่ไม่จำเป็น รองเท้าที่เหมาะสำหรับเรา เราก็ต้องเป็นคนเลือกเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นดัง ขอให้วิ่งแล้วมีความสุขไม่บาดเจ็บแค่นั้นก็พอ

 

 

ติดตามข่าวสารจาก หมีสาระ

Facebook : www.facebook.com/mheesaradotcom/

Twitter : https://twitter.com/mheesara

 

บทความที่เกี่ยวข้อง