ทั่วไป

27 July 2017

6 เหตุการณ์ไม่น่าจำฟุตบอลทีมชาติไทย

ฟุตบอลไทยมีเรื่องราวให้จำมากมายกับความสำเร็จในระดับอาเซี่ยนที่ถือเป็นพี่ใหญ่เหนือใครๆ แต่ก็มีหลายโมเม้นต์ของวงการฟุตบอลที่แฟนบอลไทยจำนวนมากยังไม่เคยลืมเลือน วันนี้หมีสาระขอรวบรวมให้ได้อ่านกันอีกสักครั้ง

ไทเกอร์คัพในตำนาน

พูดถึงรายการไทเกอร์คัพคงทำให้แฟนบอลอายุ 30 ปีขึ้นไปร้องอ่อขึ้นมาทันที กับ “เกมส์อัปยศ” ที่ทีมชาติไทยของเราต้องพบกับทีมชาติอินโดนีเซีย ซึ่งในเกมส์นี้ทั้งสองทีมลงเล่นแบบ “ไม่อยากชนะ” (ไทยขอแค่เสมอ ส่วนอินโดต้องการแพ้) เพื่อหนีเจ้าภาพเวียดนามในรอบรองชนะเลิศ ทำให้ทั้งสองทีมต่างเล่นกันเพื่อฆ่าเวลา สุดท้ายลงเอยด้วยการยิงประตูตัวเองของทีมชาติอินโดนีเซียแบบ “เอาดื้อๆ”

วันเศร้าที่หมีดิ่ง

หลังจากที่อกหักทำได้เพียงแค่ “รองแชมป์” ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซี่ยน (ซูซูกิคัพ) ในปี 2007 ที่พลาดท่าให้สิงคโปร์แบบเจ็บปวด และในการแข่งขันครั้งถัด (ปี 2008) มาทีมชาติไทยของเราก็เกือบจะทำได้สำเร็จ โดยในเกมส์ชิงชนะเลิศที่พบกับเวียดนาม นัดแรกของเราพลาดท่าพ่ายไป 1-2 ซึ่งทำให้เกมส์นัดที่สองที่จะต้องไปเยือนเวียดนามนั่นเราต้องชนะใน 90 นาทีให้ได้อย่างน้อยก็เพื่อต่อเวลา แต่แล้วฝันของแฟนฟุตบอลไทยทั้งประเทศก็สลายลงเมื่อ เล คอง วิน โหม่งประตูชัยในช่วงทดเวลาบทดเจ็บนาทีสุดท้ายตีเสมอได้สำเร็จ เมื่อเริ่มเขี่ยบอลอีกครั้ง ผู้ตัดสินก็เป่าหมดเวลาในทันที ฝันของทีมชาติไทยดับสลายทันที และยืดเวลาเป็นปีที่ 6 หลังจากได้แชมป์ครั้งสุดท้ายในปี 2002

เวียงจันทร์ไม่สุขี

การแบกความหวังของรุ่นพี่ที่คว้าแชมป์มา 8 สมัยติดต่อกันอาจเป็นเรื่องยากลำบาก กับนักเตะชุดซีเกมส์ครั้งที่ 25 ที่เวียงจันทร์ ประเทศลาว (ปี 2009) จึงเป็นเรื่องยาก โดยในเกมส์นัดสุดท้ายที่ชิงดำกับทีมชาติมาเลเซียนั้น ไทยเราเพียงแค่ “ไม่แพ้” มาเลเซียก็สามารถเข้ารอบรองชนะเลิศได้แล้ว แต่สุดท้ายพลาดท่าให้มาเลเซียในทดเวลาบาดเจ็บ โดย ซานารี อาหมัด ฟากรี พลิกชนะไทยได้ในที่สุด ส่งผลให้ทีมชาติไทยตกรอบแรกเป็นครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 36 ปี

น้ำตานองที่จาร์กาต้า

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทีมชาติไทยของเราจะพบกับความยากลำบาก ในรายการฟุตบอลชิงแชมป์อาเซี่ยน (ซูซูกิคัพ) ในปี 2010 ที่อินโดนิเซีย เมื่อทำได้เพียงตามตีเสมอทีมชาติลาวในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 2-2 และเสมอมาเลเซียแบบไร้สกอร์ 0-0 ทำให้เกมส์สุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มมีทางเลือกเดียวคือ “ชนะ” เจ้าภาพอินโดนิเซียให้ได้

แต่แล้วก็ทำได้แค่ใกล้เคียงเมื่อยิงนำอินโดได้ก่อนจาก สุรีย์ สุขะ ก่อนโดน 2 จุดโทษในช่วง 10 นาทีสุดท้ายแพ้ให้กับอินโดฯ เก็บได้เพียง 2 แต้มตกรอบแรกไปในที่สุด และถือเป็นการตกรอบแรกครั้งแรกและครั้งเดียวของทีมชาติไทยในรายการ

โดยท้ายที่สุด มาเลเซีย ทำได้ดีกว่าชาติอื่นๆ คว้าแชมป์ได้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในรายการนี้

 

ตอกย้ำอีกทีกับซีเกมส์ที่อิเหนา

ปี 2011 กับปีที่ 4 ติดต่อกันที่ฟุตบอลไทยหาความสำเร็จไม่ได้เลย เมื่อซีเกมส์ครั้งที่ 26 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ทีมชาติไทยชุดนี้ทำเอาช็อกแฟนบอลอีกครั้ง โดยในครั้งนั้นชนะเพียง 1 นัด (ชนะกัมพูชา) และแพ้ 3 นัด (แพ้มาเลเซีย,สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย)

ในรายการนี้ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทันโดนใบแดงตั้งแต่นาทีที่ 12 และเป็น 2 ใบแดงติดต่อกันในรอบ 2 วัน หลังจากที่เพิ่งโดนใบแดงกับทีมชาติไทยชุดใหญ่ก่อนรีบบินตามมาสมทบ ก่อนจะมีเวลาลงเล่นแค่ 12 นาทีเท่านั้น

โดยในรายการนี้นอกจากการแข่งขันที่โชว์ฟอร์มได้ไม่ดีแล้ว ยังถูกมองย้อนกลับไปที่ฟุตบอลอาชีพของบ้านเราอีกด้วย ที่จัดโปรแกรมได้ห่วยบรม มีเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจบลีกภายใน และเริ่มการแข่งขันซีเกมส์ทันที

แค่เพียงเอื้อมมือ

ในปี 2012 พายุฝนที่ดูเหมือนจะสงบลง กับการได้ วินฟรีด เชเฟอร์ โค้ชมืออาชีพมีช่วยสร้างขุมกำลังให้กับทีมชาติไทย ตลอดเส้นทางของรายการชิงแชมป์อาเซี่ยน 2012 ดูเหมือนจะสดใส บวกกับในปีดังกล่าวประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน โดยรอบแบ่งกลุ่มสามารถโกย 9 แต้ม เรียกศรัทธาแฟนบอลกลับมาได้อีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ในรอบรองชนะเลิศก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างดีเยี่ยม เอาชนะมาเลเซียได้ไม่ถึงกับยากเย็น เรียกกระแสแฟนบอลและความหวังที่จะกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งมากยิ่งขึ้น

แต่แล้วในนัดชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทยก็ไม่สามารถเอาชนะสิงคโปร์ได้ในเกมส์นัดชิงอีกครั้ง โดยสิงคโปร์เอาชนะได้ในประตูรวม 3-2 คว้าแชมป์ได้อีก 1 สมัยไปในที่สุด และเป็นครั้งที่ 2 ของทีมชาติไทยที่พ่ายให้กับสิงคโปร์ในนัดชิงชนะเลิศ

โดยในครั้งนี้แฟนบอลได้เห็นน้ำตาของ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน และนักเตะทีมชาติไทยคนอื่นๆ ที่แสดงความผิดหวังกับการแข่งขันในรายการนี้

จบลงไปแล้วกับ 6 เหตุการณ์ไม่น่าจำ กับความผิดหวังของทีมชาติไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงเวลามืดมนระหว่าง 2008-2012 ที่ทีมชาติไทยไม่สามารถคว้ารางวัลใดๆได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกรอบแรกหลายปีติดต่อกัน แน่นอนว่าแฟนบอลไทยไม่น้อยคงลืมไม่ลง

 

ติดตามข่าวสารจาก หมีสาระ

Facebook : www.facebook.com/mheesaradotcom/

Twitter : https://twitter.com/mheesara

 

บทความที่เกี่ยวข้อง